การประมวลผล
จุดมุ่งหมายการประมวลผล
1. เพื่อให้การประมวลผลนั้นชัดเจนเข้าใจง่าย การใช้วิธีนี้จะทำให้ผู้วิเคราะห์ได้เรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการประมวลผลการทำงาน
2. เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องในการอธิบายในรูปแบบเฉพาะของการประมวลผลระหว่างนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์
3. เพื่อตรวจสอบการออกแบบระบบ โดยการประมวลผลนั้นจะถูกต้องหรือไม่ด้านข้อมูลที่ป้อนเข้าเครื่อง และออกการรายงานทางหน้าจอ
ประเภทของการประมวลผลที่ไม่ต้องมีการอธิบาย
ประเภทของการประมวลผลที่ไม่ต้องมีการอธิบายสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. การประมวลผลที่ใช้การแทนที่ทางกายภาพในส่วนของการป้อนข้อมูลเข้าระบบหรือการออกรายงานที่เป็นรูปแบบไม่ซับซ้อน เช่น การอ่านค่า การเขียนค่า เป็นต้น
2. การประมวลผลที่แทนที่กระบวนการตรวจสอบข้อมูลซึ่งจะมีรายละเอียดในพจนานุกรมข้อมูล
3. การประมวลผลที่เป็นการประมวลผลในลักษณะที่เป็นการดึง Function ที่มีอยู่เดิมหรือเป็นการนำโปรแกรมย่อยมาใช้
จุดมุ่งหมายการประมวลผล
1. เพื่อให้การประมวลผลนั้นชัดเจนเข้าใจง่าย การใช้วิธีนี้จะทำให้ผู้วิเคราะห์ได้เรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการประมวลผลการทำงาน
2. เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องในการอธิบายในรูปแบบเฉพาะของการประมวลผลระหว่างนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์
3. เพื่อตรวจสอบการออกแบบระบบ โดยการประมวลผลนั้นจะถูกต้องหรือไม่ด้านข้อมูลที่ป้อนเข้าเครื่อง และออกการรายงานทางหน้าจอ
ประเภทของการประมวลผลที่ไม่ต้องมีการอธิบาย
ประเภทของการประมวลผลที่ไม่ต้องมีการอธิบายสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. การประมวลผลที่ใช้การแทนที่ทางกายภาพในส่วนของการป้อนข้อมูลเข้าระบบหรือการออกรายงานที่เป็นรูปแบบไม่ซับซ้อน เช่น การอ่านค่า การเขียนค่า เป็นต้น
2. การประมวลผลที่แทนที่กระบวนการตรวจสอบข้อมูลซึ่งจะมีรายละเอียดในพจนานุกรมข้อมูล
3. การประมวลผลที่เป็นการประมวลผลในลักษณะที่เป็นการดึง Function ที่มีอยู่เดิมหรือเป็นการนำโปรแกรมย่อยมาใช้
คำอธิบายการประมวลผล
คำอธิบายการประมวลผล “Process Description” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Minispecs”
จะอธิบาย รายละเอียดการทำงานภายในโพรเซสหนึ่ง ๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ โพรเซสนี้เปลี่ยนอินพุตเป็นเอาต์พุตอย่างไร โพรเซสระดับล่างสุดใน DFD จะต้องเขียนคำอธิบายว่ามันทำงานอย่างไร
คำอธิบายการประมวลผลสามารถกำหนดข้อมูลของระบบไว้ในพจนานุกรมข้อมูลและแบ่งการทำงานเป็นหน้าที่ต่างๆ ย่อยลงได้ด้วยแผนภาพกระแสข้อมูล
คำอธิบายการประมวลผล “Process Description” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Minispecs”
จะอธิบาย รายละเอียดการทำงานภายในโพรเซสหนึ่ง ๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ โพรเซสนี้เปลี่ยนอินพุตเป็นเอาต์พุตอย่างไร โพรเซสระดับล่างสุดใน DFD จะต้องเขียนคำอธิบายว่ามันทำงานอย่างไร
คำอธิบายการประมวลผลสามารถกำหนดข้อมูลของระบบไว้ในพจนานุกรมข้อมูลและแบ่งการทำงานเป็นหน้าที่ต่างๆ ย่อยลงได้ด้วยแผนภาพกระแสข้อมูล
วิธีการอธิบายการประมวลผล
1.
ประโยคโครงสร้าง (Structure
Sentences)
2.
การตัดสินใจแบบตาราง(Decision
Tables)
3.
ผังต้นไม้(Decision
Tree)
นักวิเคราะห์ระบบจะเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือใช้ปนกันก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
แต่ไม่ว่าจะเขียนด้วยวิธีใด ๆ เมื่อเขียนแล้วควรจะมีคุณสมบัติดังนี้
- เขียนแล้วคำอธิบายนั้นควรจะใช้สื่อสารกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องในระบบได้ง่าย
ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นผู้ใช้ผู้จัดการ ผู้ตรวจสอบ
- เขียนแล้วคำอธิบายนั้นสามารถนำมาตรวจสอบความถูกต้องกับผู้ใช้ได้ง่ายการเขียนเป็นประโยคโครงสร้างอาจจะไม่เหมาะสมถ้าต้องนำมาตรวจสอบกับผู้ใช้เพราะว่า
คำอธิบายนั้นจะยาวแบะ คำอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไข
หรือการทำงานซ้ำก็เขียนไม่สะดวก ตัวอย่างเช่น
เงื่อนไขหรือการทำงานซ้ำก็เขียนไม่สะดวก ตัวอย่างเช่น เงื่อนไขที่มี
AND,OR หรือ NOT
โดยทั่วไปแล้ววิธีการเขียนคำอธิบายแบบประโยคโครงสร้างเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดควรจะเลือกใช้วิธีเดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร อาจจะมากกว่าหนึ่งวิธีก็เป็นไปได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
3.
1.
ความชอบของผู้ใช้
2.
ความชอบของผู้เขียน
3.
ลักษณะการทำงานของโพรเซสเซอร์
ประโยคโครงสร้าง (Structure
Sentences)
วิธีนี้ใช้การอธิบายเป็นประโยคเขียนให้มีลักษณะเป็นโครงสร้างคล้าย ๆ การเขียนโปรแกรมโครงสร้าง การเขียนประโยคโครงสร้างอาจเลือกใช้คำศัพท์ต่าง ๆ กันดังนี้
วิธีนี้ใช้การอธิบายเป็นประโยคเขียนให้มีลักษณะเป็นโครงสร้างคล้าย ๆ การเขียนโปรแกรมโครงสร้าง การเขียนประโยคโครงสร้างอาจเลือกใช้คำศัพท์ต่าง ๆ กันดังนี้
- ใช้คำกริยาที่เมื่อทำแล้วมีความหมายว่าได้ผลลัพธ์บางอย่างออกมา
เช่น “คำนวณ”
สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือ “เปรียบเทียบ” สิ่งนั้นกับสิ่งนี้ เป็นต้น คำกริยาที่อาจจะเลือกใช้ได้เช่น
GET COMPUTE
PUT DELETE
FIND VALIDATE
ADD MOVE
SUBTRACT REPLACE
MULTIPLR SET
DIVIDE SORT เป็นต้น
GET COMPUTE
PUT DELETE
FIND VALIDATE
ADD MOVE
SUBTRACT REPLACE
MULTIPLR SET
DIVIDE SORT เป็นต้น
- ใช้ชื่อข้อมูลเป็นคำนามในประโยค
ตัวอย่างเช่น วันชำระใบทวงหนี้
รายงานเพื่อเตรียมเงินสด เป็นต้น
- ใช้คำศัพท์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเช่น
“และ” “หรือ” “เท่ากับ”
“ไม่เท่ากับ” “มากกว่า” และ “น้อยกว่า” เป็นต้น
- ใช้คำที่บอกการเคลื่อนที่ของข้อมูลคล้ายกับคำที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมได้แก่
1. ถ้า........มิฉะนั้น(if…….else…….)
2. กรณี......(case)
3. ทำซ้ำ(Do3…….loop)
4. ทำตามลำดับ (Sequence)
2. กรณี......(case)
3. ทำซ้ำ(Do3…….loop)
4. ทำตามลำดับ (Sequence)
สรุปประโยคโครงสร้าง
ประโยคโครงสร้างและตารางตัดสินใจเป็นเครื่องมือที่ใช้อธิบายการทำงานภายในของ
PROCESS ควรจะเลือกวิธีเขียนอธิบายการทำงานที่ดีและเหมาะสมกับงานนั้น
ๆ
วิธีการตัดสินใจแบบตาราง (Decision
Table)
การตัดสินใจแบบตารางเป็นตาราง 2 มิติโดยที่แถวตั้งด้านซ้ายเป็นเงื่อนไขและแถวนอนเป็นรายละเอียดของเงื่อนไขที่ทั้งหมดก่อน ตามด้วยกิจกรรมทั้งหมดที่มีในการประมวลผลนั้น และช่างถัดมาคือ กฎต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดผลในการกระทำกิจกรรมนั้น
การตัดสินใจแบบตารางเป็นตาราง 2 มิติโดยที่แถวตั้งด้านซ้ายเป็นเงื่อนไขและแถวนอนเป็นรายละเอียดของเงื่อนไขที่ทั้งหมดก่อน ตามด้วยกิจกรรมทั้งหมดที่มีในการประมวลผลนั้น และช่างถัดมาคือ กฎต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดผลในการกระทำกิจกรรมนั้น
รูปหลักการเขียนตารางตัดสินใจ (Decision
Table)
ขั้นตอนการสร้างตารางตัดสินใจ(Decision Table)
ขั้นตอนการสร้างตารางตัดสินใจ(Decision Table)
- พิจารณาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ใช้ในการตัดสินใจ
และดูเงื่อนไขในการตัดสินใจว่ามีเงื่อนไขใดบ้าง เขียนลงในส่วนบนซ้ายมือของตารางเรียงไปตามแนวนอน
- พิจารณากิจกรรมต่าง
ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น
เขียนลงในตารางการตัดสินใจด้านซ้ายมือด้านล่างเรียงไปตามแนวนอน
- ตัดสินใจถึงความสัมพันธ์ของเงื่อนไขที่มีผลต่อกิจกรรมซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นกฎที่ใช้ตัดสินใจให้เกิดการกระทำกิจกรรมนั้น
เขียนเป็นกฎแต่ละข้อเรียงไปในแนวตั้ง โดยใส่ “ใช่ (Y) ”เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขนั้นให้ตรงกับแถวของเงื่อนไขนั้น
และใส่ “ไม่ (N)” ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนั้นให้ตรงกับแถวของเงื่อนไขนั้น
ซึ่งจะสามารถคำนวณได้เป็น 2N โดยที่ N คือจำนวนเงื่อนไข
- ใส่กากบาท(?)
ให้ตรงกันกับกิจกรรมที่จะต้องกระทำ (Action) เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขหรือกฎนั้น ถ้าไม่เกิดการกระทำกับกิจกรรมใด
ให้ขีดเส้นแทน
ภาพที่ 9.1 แสดงตัวอย่าง ตารางการตัดสินใจ
ผังต้นไม้(Decision
Tree)
วิธีนี้เป็นการใช้ผังต้นไม้ในการเขียนเส้นทางการตัดสินใจโดยจะเหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้โดยมีรากอยู่ทางซ้ายมือ และกิ่งอยู่ทางขวามือ ซึ่งจะคล้ายกับตารางการตัดสินใจ แต่ต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น
ขั้นตอนการสร้างผังต้นไม้(Decision Tree)
การสร้างผังต้นไม้จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
วิธีนี้เป็นการใช้ผังต้นไม้ในการเขียนเส้นทางการตัดสินใจโดยจะเหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้โดยมีรากอยู่ทางซ้ายมือ และกิ่งอยู่ทางขวามือ ซึ่งจะคล้ายกับตารางการตัดสินใจ แต่ต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น
ขั้นตอนการสร้างผังต้นไม้(Decision Tree)
การสร้างผังต้นไม้จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
- เขียนเริ่มต้นจากรากแตกกิ่งไปตามจำนวนเงื่อนไขที่เป็นไปตามกฎ
โดยพิจารณาเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นในการตัดสินใจเริ่มแรก
- แตกกิ่งของเงื่อนไขแรกนั้นเป็นเงื่อนไขถัดไป
- แตกกิ่งของเงื่อนไขต่อไป
จนกระทั่งหมดเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น
- เขียนกิ่งของกิจกรรมที่จะต้องกระทำ
เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขจากรากไปปลายกิ่งเงื่อนไขนั้น
เทคนิคในการเลือกวิธีการเขียนอธิบายการประมวลผล
1. เลือกวิธีประโยคโครงสร้างภาษา(Structure Language)เมื่อ
- การประมวลผลนั้นเป็นกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่มีการกระทำซ้ำ
- ต้องการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับนักวิเคราะห์ระบบในการอธิบายการประมวลผลวิธีนี้จะดีที่สุด
2. เลือกวิธีใช้ตารางการตัดสินใจ(Decision Table)เมื่อ
- เงื่อนไข กิจกรรมที่จะกระทำ และกฎในการประมวลผลมีความซับซ้อนมาก
- เมื่อการประมวลผลนั้นมีกฎต่าง ๆ ที่ขัดแย้ง และเกิดกรณีฟุ่มเฟือยได้ วิธีนี้จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้
3. เลือกวิธีผังต้นไม้ (Decision Table)เมื่อ
- การเกิดเงื่อนไขต่าง ๆ และการกระทำกิจกรรมเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง
- กรณีที่มีเงื่อนไขหลากหลายแบบ ในการแตกกิ่งที่แตกต่างกันไปคือเงื่อนไขไม่จำกัดเป็นต้น
1. เลือกวิธีประโยคโครงสร้างภาษา(Structure Language)เมื่อ
- การประมวลผลนั้นเป็นกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่มีการกระทำซ้ำ
- ต้องการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับนักวิเคราะห์ระบบในการอธิบายการประมวลผลวิธีนี้จะดีที่สุด
2. เลือกวิธีใช้ตารางการตัดสินใจ(Decision Table)เมื่อ
- เงื่อนไข กิจกรรมที่จะกระทำ และกฎในการประมวลผลมีความซับซ้อนมาก
- เมื่อการประมวลผลนั้นมีกฎต่าง ๆ ที่ขัดแย้ง และเกิดกรณีฟุ่มเฟือยได้ วิธีนี้จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้
3. เลือกวิธีผังต้นไม้ (Decision Table)เมื่อ
- การเกิดเงื่อนไขต่าง ๆ และการกระทำกิจกรรมเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง
- กรณีที่มีเงื่อนไขหลากหลายแบบ ในการแตกกิ่งที่แตกต่างกันไปคือเงื่อนไขไม่จำกัดเป็นต้น
แผนภาพกระแสข้อมูล
ภาพที่ 9.3 แสดงแผนภาพกระแสข้อมูล
แผนภาพกระแสข้อมูล (DFD)
เป็นเครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเขียนแบบระบบใหม่
โดยเฉพาะกับระบบที่ “หน้าที่”
โดยเฉพาะกับระบบที่ “หน้าที่”
ของระบบมีความสำคัญและมีความสลับซับซ้อนมากกว่าข้อมูลที่ไหลเข้า
กฎการเขียนผัง DFD
ที่ถูกต้องมีดังนี้
- ข้อมูลที่เคลื่อนออกจากแฟ้มข้อมูลจะต้องมีการนำข้อมูลนั้นเข้าสู่แฟ้มข้อมูลก่อน
- ข้อมูลที่เคลื่อนที่เข้าสู่แฟ้มข้อมูลสุดท้ายแล้ว
จะต้องเป็นข้อมูลที่เคยนำเข้าสู่กระบวนการนั้น
- ข้อมูลที่เคลื่อนออกจากกระบวนการ
จะต้องเป็นข้อมูลที่เคยนำเข้าสู่กระบวนการนั้นหรือไม่ก็ต้องจัดทำขึ้นภายในกระบวนการนั้น
- ข้อมูลที่เคลื่อนเข้าสู่กระบวนการจะต้องถูกส่งออกหรือไม่ก็ถูกใช้ประมวลผลภายในกระบวนการนั้น
- เอนทิตี้ต้นทาง/ปลายทาง
ติดต่อกันเองไม่ได้ ต้องมีกระบวนการอยู่
ณ ข้างใดข้างหนึ่งของเส้นทางเชื่อมต่อข้อมูล
- แฟ้มข้อมูลจะติดต่อกันเองโดยตรงไม่ได้
เช่นเดียวกันกับ เอนทิตี้ต้นทางปลายทาง
- เอนทิตี้และแฟ้มข้อมูลจะติดต่อกันโดยตรงไม่ได้จะต้องผ่านกระบวนการ
ตัวอย่างระบบงานห้องสมุด
การพัฒนาโปรแกรมระบบงานห้องสมุด ได้ใช้แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram) ในการวิเคราะห์ระบบ แผนภาพกระแสข้อมูลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ
การพัฒนาโปรแกรมระบบงานห้องสมุด ได้ใช้แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram) ในการวิเคราะห์ระบบ แผนภาพกระแสข้อมูลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ
- แผนภาพกระแสข้อมูลระบบสูงสุด
(Context
Diagram) แสดงเส้นทางของข้อมูลที่เข้าและออกจากแหล่งที่มีผลกระทบต่อระบบ
- แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่
1
(Data Flow Level 1 ) แสดงกระบวนการทำงานหลักของระบบ
ข้อมูลที่เข้าและออกจากกระบวนการทำงานต่าง ๆ
- แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่
2
(Data Flow Level 2 )แสดงกระบวนการทำงานโดยจะแสดงรายละเอียดของกระบวนการทำงานต่าง
ๆ ในแผนภาพกระแสข้อมูลระดับแผนภาพแสดงการไหลของข้อมูลหรือ DFD สามารถแสดงได้ดังนี้
ภาพที่ 9.4 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับ Context Diagram ของระบบงานห้องสมุด
ภาพที่ 9.6 แผนภาพกระแสข้อมูล
ระดับที่ 2(DFD-Level 2 ระบบสมาชิก
ภาพที่ 9.7 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 (DFD-Level2):ระบบบริการต่าง
ๆ
ภาพที่ 9.8 แผนภาพกระแสข้อมูล
ระดับที่ 2(
DFD-Level 2) ระบบหนังสือ
ภาพที่ 9.9 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 (DFD=Level2):ระบบการกำหนดค่ามาตราฐาน
ภาพที่ 9.10
แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 (DFD-Level2):ระบบการจัดพิมพ์รายงาน
พจนานุกรมข้อมูล(Data Dictionary)
ทุก ๆ ระบบต้องมีข้อมูลแม้แต่ระบบที่ง่ายที่สุดตัวอย่างเช่น ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะต้องมีข้อมูลที่จำเป็นในการจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ ได้แก่ ชื่อ และที่อยู่ของเจ้าหนี้ จำนวนเงินที่ต้องชำระเป็นต้น ระบบที่พัฒนาเสร็จแล้วจะต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้ได้ แต่สำหรับนักวิเคราะห์ระบบจะเก็บข้อมูลในรูปแบบ(Fomat) หรือการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างไร คำตอบก็คือ พจนานุกรมข้อมูลซึ่งเป็นทีเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและเป็นที่ค้นหาข้อมูลที่ต้องการเกี่ยวกับข้อมูลของระบบทั้งหมดได้ พจนานุกรมข้อมูลควรสร้างไว้ใช้แต่เริ่มโครงการโดยเริ่มต้นจาก จำนวนข้อมูลน้อย ๆ และเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โครงการเล็ก ๐ จะมีข้อมูลประมาณ1000ข้อมูล สำหรับโครงการใหญ่อาจจะมากถึง 50000ข้อมูลด้วยกัน
พจนานุกรมข้อมูล(Data Dictionary)
ทุก ๆ ระบบต้องมีข้อมูลแม้แต่ระบบที่ง่ายที่สุดตัวอย่างเช่น ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะต้องมีข้อมูลที่จำเป็นในการจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ ได้แก่ ชื่อ และที่อยู่ของเจ้าหนี้ จำนวนเงินที่ต้องชำระเป็นต้น ระบบที่พัฒนาเสร็จแล้วจะต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้ได้ แต่สำหรับนักวิเคราะห์ระบบจะเก็บข้อมูลในรูปแบบ(Fomat) หรือการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างไร คำตอบก็คือ พจนานุกรมข้อมูลซึ่งเป็นทีเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและเป็นที่ค้นหาข้อมูลที่ต้องการเกี่ยวกับข้อมูลของระบบทั้งหมดได้ พจนานุกรมข้อมูลควรสร้างไว้ใช้แต่เริ่มโครงการโดยเริ่มต้นจาก จำนวนข้อมูลน้อย ๆ และเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โครงการเล็ก ๐ จะมีข้อมูลประมาณ1000ข้อมูล สำหรับโครงการใหญ่อาจจะมากถึง 50000ข้อมูลด้วยกัน
การจัดพจนานุกรมข้อมูล
พจนานุกรมข้อมูลถูกเขียนเรียงลำดับตามตัวอักษร โดยไม่สนใจว่าข้อมูลนั้นจะเป็นแบบไปไหนคือ เขียนรวมปะปนกันทั้งข้อมูลเดี่ยวข้อมูลที่ไปหลใน DFD หรือข้อมูลที่เก็บในไฟล์แล้วนำมาเรียงลำดับ (Sorted) ตามตัวอักษร แบบเรียงจากน้อยไปหามาก ปกติจะเขียนพจนานุกรมด้วยมือแต่ปัจจุบันก็มีคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ที่ช่วยทำงานนี้ได้ด้วย ปกติพจนานุกรมข้อมูลมีขนาดใหญ่มาก ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจะสะดวกมากกว่า
พจนานุกรมข้อมูลถูกเขียนเรียงลำดับตามตัวอักษร โดยไม่สนใจว่าข้อมูลนั้นจะเป็นแบบไปไหนคือ เขียนรวมปะปนกันทั้งข้อมูลเดี่ยวข้อมูลที่ไปหลใน DFD หรือข้อมูลที่เก็บในไฟล์แล้วนำมาเรียงลำดับ (Sorted) ตามตัวอักษร แบบเรียงจากน้อยไปหามาก ปกติจะเขียนพจนานุกรมด้วยมือแต่ปัจจุบันก็มีคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ที่ช่วยทำงานนี้ได้ด้วย ปกติพจนานุกรมข้อมูลมีขนาดใหญ่มาก ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจะสะดวกมากกว่า
ตารางที่ 9.1
ตารางสมาชิก(Member)เป็นตารางที่เก็บรายละเอียดของสมาชิก
การสร้างแบบสำหรับระบบใหม่
ในบทนี้จะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วมาช่วยในการสร้างระบบใหม่เครื่องมือเหล่านี้ ได้แก่ พจนานุกรม แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram:DFD)คำอธิบายโพรเซสและฐานข้อมูล นักวิเคราะห์ระบบจะใช้แบบของระบบใหม่นี้ เพื่อทดสอบความคิดแบะให้เห็นภาพลักษณ์ของระบบใหม่ด้วย แบบของระบบใหม่นี้คล้าย ๆ กับแบบแปลนบ้านของสถาปนิกนั่นเอง แบบแปลนนี้จะทำให้เห็นว่าบ้านที่จะปลูกมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะลงมือก่อสร้างจริง กระบวนการสร้างแบบของระบบใหม่จะช่วยปรับปรุงระบบใหม่ให้ดีขึ้นกว่าระบบปัจจุบันที่กำลังใช้งานอยู่ด้วย
ความคิดหลาย ๆ ความคิดที่ใช้ในที่นี้มาจาก DeMarco(1979)และ McMenamin and Palmar(1985) ความคิดทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับความคิดเดิมของ Yourdon Inc. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในเรื่องการวิเคราะห์ระบบแบบโครงสร้าง
ก่อนที่จะเริ่มการสร้างระบบ ควรทำความเข้าใจกับคำว่า “ลอจิคัล” และ “ฟิสิคัล” สมมุติว่าพูดถึง “จ่ายเงินใบทวงหนี้” จะเพียงว่าทำอะไร แต่ถ้าพูดว่าการจ่ายเงินอาจจะทำได้หลายวิธี เช่น เขียนเช็คด้วยมือ หรือเขียนเช็คด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ หรืออาจจะใช้วิธีโอนเงินระหว่างธนาคารก็ได้ ดังนั้นที่พูดว่า “จ่ายเงินทวงหนี้”จะมีวิธีการจ่ายเงินทั้ง 3 วิธีจะเป็น
ฟิสิคัล ลอจิคัล เป็นกิจกรรมสำคัญของระบบซึ่งจะคงอยู่ในระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาด้วยโดยไม่ขึ้นยู่กับเทคโนโลยีในทางปฏิบัติ
ปกตินักวิเคราะห์ระบบใช้ระบบด้วยกัน 4 แบบในการทำงาน จากระบบปัจจุบันสู่ระบบใหม่โดยเริ่มต้นจาก 1. ฟิสิคัลของระบบปัจจุบันแก้ไขเป็น 2.ลอจิคัลของระบบปัจจุบันแล้ว จึงเขียนเป็น 3.ลอจิคัลของระบบใหม่และสุดท้ายเป็น 4. ฟิสิคัลของระบบใหม่ แบบของระบบทั้ง 4 มีความสัมพันธ์กันดังแสดงในรูปข้างล่าง
ในบทนี้จะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วมาช่วยในการสร้างระบบใหม่เครื่องมือเหล่านี้ ได้แก่ พจนานุกรม แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram:DFD)คำอธิบายโพรเซสและฐานข้อมูล นักวิเคราะห์ระบบจะใช้แบบของระบบใหม่นี้ เพื่อทดสอบความคิดแบะให้เห็นภาพลักษณ์ของระบบใหม่ด้วย แบบของระบบใหม่นี้คล้าย ๆ กับแบบแปลนบ้านของสถาปนิกนั่นเอง แบบแปลนนี้จะทำให้เห็นว่าบ้านที่จะปลูกมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะลงมือก่อสร้างจริง กระบวนการสร้างแบบของระบบใหม่จะช่วยปรับปรุงระบบใหม่ให้ดีขึ้นกว่าระบบปัจจุบันที่กำลังใช้งานอยู่ด้วย
ความคิดหลาย ๆ ความคิดที่ใช้ในที่นี้มาจาก DeMarco(1979)และ McMenamin and Palmar(1985) ความคิดทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับความคิดเดิมของ Yourdon Inc. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในเรื่องการวิเคราะห์ระบบแบบโครงสร้าง
ก่อนที่จะเริ่มการสร้างระบบ ควรทำความเข้าใจกับคำว่า “ลอจิคัล” และ “ฟิสิคัล” สมมุติว่าพูดถึง “จ่ายเงินใบทวงหนี้” จะเพียงว่าทำอะไร แต่ถ้าพูดว่าการจ่ายเงินอาจจะทำได้หลายวิธี เช่น เขียนเช็คด้วยมือ หรือเขียนเช็คด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ หรืออาจจะใช้วิธีโอนเงินระหว่างธนาคารก็ได้ ดังนั้นที่พูดว่า “จ่ายเงินทวงหนี้”จะมีวิธีการจ่ายเงินทั้ง 3 วิธีจะเป็น
ฟิสิคัล ลอจิคัล เป็นกิจกรรมสำคัญของระบบซึ่งจะคงอยู่ในระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาด้วยโดยไม่ขึ้นยู่กับเทคโนโลยีในทางปฏิบัติ
ปกตินักวิเคราะห์ระบบใช้ระบบด้วยกัน 4 แบบในการทำงาน จากระบบปัจจุบันสู่ระบบใหม่โดยเริ่มต้นจาก 1. ฟิสิคัลของระบบปัจจุบันแก้ไขเป็น 2.ลอจิคัลของระบบปัจจุบันแล้ว จึงเขียนเป็น 3.ลอจิคัลของระบบใหม่และสุดท้ายเป็น 4. ฟิสิคัลของระบบใหม่ แบบของระบบทั้ง 4 มีความสัมพันธ์กันดังแสดงในรูปข้างล่าง
ภาพที่ 9.1 แสดงการสร้างระบบ
การเก็บข้อมูลกับ DFD ระดับลูก
การเก็บข้อมูลอันแรกในภาพนี้ คือ ไฟล์ใบสั่งซื้อทำไมจึงจำเป็นต้องเก็บข้อมูลนี้
เพราะข้อมูลนี้จะต้องเก็บไว้ระยะเวลาหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาใช้ภายหลัง เริ่มตั้งแต่มีการสั่งซื้อจนกระทั่งเสร็จสิ้นการจ่ายเงิน
นอกจากนั้นในกรณีที่ข้อมูลถูกป้อนเข้ามาแบบหนึ่ง แต่ต้องเรียกใช้อีกแบบหนึ่ง
ลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลเช่น ข้อมูลผู้ขายเป็นต้น
เมื่อทราบว่าจะต้องมีการเก็บข้อมูล คราวนี้จะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อมันจะประกฎใน
DFD มีกฎว่าการเก็บข้อมูลควรจะปรากฏในระดับสูงสุด(นอกเหนือจาก
DFD ระดับแรก) โดยที่ต้องมี โพรเซสอย่างน้อยสองโพรเซส
เรียกใช้ไฟล์นั้น ๆ
สำหรับไฟล์สั่งซื้อมีโพรเซสสองโพรเซสเรียกใช้เพราะฉะนั้นเขียนไว้ใน DFD ระดับนี้ได้ แต่ถ้ามีเพียงโพรเซสเดียวเรียกใช้ จะเก็บไว้แล้วแสดงใน DFD
ระดับต่ำลงไปกว่านี้อีก เมื่อสร้างไฟล์ในระดับใดแล้ว
DFD ในระดับที่ต่ำลงไปสามารถเรียกใช้ไฟล์นั้นง่าย ๆ
ครั้งจนกว่าจะได้ DFD ที่พอใจ
วิธีที่ดีที่สุดของการแบ่งโพรเซสคือพยายามให้ข้อมูลที่ไหลระหว่างสองโพรเซสมีจำนวนน้อยที่สุดจะทำให้ระบบดูง่ายขึ้นปกติจะแบ่งโพรเซสตามหน้าที่ของ
DFD ที่เห็นในรูปได้จากการเขียนแล้วหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้รูปนี้ขึ้นมาการทดลองเขียนครั้งแรกนั้นรวมโพรเซสที่สามและสี่เข้าด้วยกันและส่วนหนึ่งของโพรเซสที่สามในการตรวจสอบการอนุมัติไปรวมอยู่ในโพรเซสที่สองในกรณีนี้สามารถใช้ข้อมูลที่เหมือนกันหลายอย่างในโพรเซสที่สี่แต่การทำงานในโพรเซสนี้จะมีมากมายทีเดียว
ดังนั้น DFD ในภาพข้างบนจึงดูดีกว่า
การเขียนDFDรูปหนึ่ง ๆ
ไม่ควรมีโพรเซสมากกว่าเจ็ด เลขเจ็ดเป็นเลขที่สวยสำหรับสมองคนเช่น เบอร์โทรศัพท์เป็นต้นและเหมาะที่จะเขียนบนกระดาษขนาด A4(8.5 นิ้วคูน11นิ้ว)แต่ถ้าจำเป็นมากที่จะต้องมีมากกว่าเจ็ดโพรเซสก็ไม่เป็นไร
ไม่ควรเขียนโพรเซสเดียวกันใน DFD รูปเดียวกัน
DFDในระดับนี้จะไม่รวมโพรเซสจำพวก”Edit/แก้ไข”หรือ ”Format/จัดรูปแบบ”การทำงานทำนองนี้จะเขียนอยู่ใน
DFD ระดับลึกกว่านี้อีกจากตัวอย่างจะเห็นว่าทุกโพรเซสตั้งชื่อโดยใช้คำกิริยาเป็นคำเริ่มต้นซึ่งปฏิบัติตามกฎทุกประการ
กระแสข้อมูลกับภาพรวมของ DFD
ก่อนที่จะพูดถึงข้อมูลที่เคลื่อนไหวใน DFD ลองมาพิจารณาพจนานุกรมข้อมูลคือ
ใบอนุมัติจ่ายเงิน=เลขที่ใบสั่งซื้อ
รายละเอียดการจ่ายเงิน= เลขที่เช็ค+เลขที่ใบทวงหนี้+เลขที่ใบสั่งซื้อ
ใบทวงหนี้ค้างจ่าย= {เรคคอร์ดใบทวงหนี้ค้างจ่าย}
เรคคอร์ดใบทวงหนี้ค้างจ่าย=เลขที่ใบทวงหนี้+เลขที่ใบสั่งซื้อ+จำนวนเงินในใบทวงหนี้+เลขที่ผู้ขาย+ส่วนลด+กำหนดวันชำระเงิน
ชื่อข้อมูลจะต้องไม่เหมือนกัน ลูกศรของข้อมูลมีเพียงข้อมูลเดียวเท่านั้นกำหนดอยู่หัวลูกศรบอกทิศทางการเคลื่อนที่ ถ้ามีการเคลื่อนของข้อมูลออกจากไฟล์ หรือเข้าสู่ไฟล์โดยที่ข้อมูลทั้งหมดหรือข้อมูลส่วนใหญ่ของเรคคอร์ดถูกใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีชื่อข้อมูลกำกับลูกศรหมายความว่า ข้อมูลที่เคลื่อนที่นั้น คือ ข้อมูลในไฟล์นั้นเอง ถ้าใช้เพียงบางส่วนของเรคคอร์ดเท่านั้นก็ให้ใส่ชื่อข้อมูลกำกับไว้ด้วย ตัวอย่างในรูปDFD ลูกศรจากไฟล์สั่งซื้อและไฟล์ใบทวงหนี้ ค้างจ่ายไม่มีชื่อข้อมูลกำกับแสดงว่าข้อมูลทั้งเรคคอร์ดจะต้องถูกใช้ แต่ข้อมูลจากไฟล์ผู้ขายอันหนึ่งมีชื่อกำกับว่า”ชื่อผู้ขาย”เป็นการแสดงว่าฟิลด์ชื่อผู้ขายเท่านั้นที่ต้องการ
ใบอนุมัติจ่ายเงิน=เลขที่ใบสั่งซื้อ
รายละเอียดการจ่ายเงิน= เลขที่เช็ค+เลขที่ใบทวงหนี้+เลขที่ใบสั่งซื้อ
ใบทวงหนี้ค้างจ่าย= {เรคคอร์ดใบทวงหนี้ค้างจ่าย}
เรคคอร์ดใบทวงหนี้ค้างจ่าย=เลขที่ใบทวงหนี้+เลขที่ใบสั่งซื้อ+จำนวนเงินในใบทวงหนี้+เลขที่ผู้ขาย+ส่วนลด+กำหนดวันชำระเงิน
ชื่อข้อมูลจะต้องไม่เหมือนกัน ลูกศรของข้อมูลมีเพียงข้อมูลเดียวเท่านั้นกำหนดอยู่หัวลูกศรบอกทิศทางการเคลื่อนที่ ถ้ามีการเคลื่อนของข้อมูลออกจากไฟล์ หรือเข้าสู่ไฟล์โดยที่ข้อมูลทั้งหมดหรือข้อมูลส่วนใหญ่ของเรคคอร์ดถูกใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีชื่อข้อมูลกำกับลูกศรหมายความว่า ข้อมูลที่เคลื่อนที่นั้น คือ ข้อมูลในไฟล์นั้นเอง ถ้าใช้เพียงบางส่วนของเรคคอร์ดเท่านั้นก็ให้ใส่ชื่อข้อมูลกำกับไว้ด้วย ตัวอย่างในรูปDFD ลูกศรจากไฟล์สั่งซื้อและไฟล์ใบทวงหนี้ ค้างจ่ายไม่มีชื่อข้อมูลกำกับแสดงว่าข้อมูลทั้งเรคคอร์ดจะต้องถูกใช้ แต่ข้อมูลจากไฟล์ผู้ขายอันหนึ่งมีชื่อกำกับว่า”ชื่อผู้ขาย”เป็นการแสดงว่าฟิลด์ชื่อผู้ขายเท่านั้นที่ต้องการ
การออกแบบระดับกายภาค การออกแบบระดับกายภาคแตกต่างจากระดับตรรกะในแง่ของการแสดงขั้นตอนของระบอบโดยจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อมูล
ผลลัพธ์และการประมวลผลชนิดของสื่อที่ใช้ในการบรรจุข้อมูลด้วยมาดูตัวอย่างการออกแบบที่ดีตัวอย่างหนึ่งคือโปรแกรมคำนวณบัญชีเงินเดือนของบริษัทแห่งหนึ่ง
ผลที่ได้จากการคำนวณจะนำไปปรับค่าข้อมูลในไฟล์หลักของข้อมูลพนักงานด้วยดังแสดงไว้ด้วยผังงานระบบ(System
Flow Chart)การออกแบบระบบในระดับนี้จะระบุถึงข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน
รวมถึงขั้นตอนในการทำงานในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดความสำคัญของผังงานระบบนี้เปรียบเสมือนเป็น”พิมพ์เขียว”ที่จะใช้ในการพัฒนาระบบต่อไป
จากการวิเคราะห์ข้อมูลระบบนี้สรุปว่าข้อมูลได้แก่ไฟล์รายการเปลี่ยนแปลงซึ่งบรรจุอยู่ในเรคคอร์ดในไฟล์ที่ว่านี้ระบุจำนวนชั่วโมงทำงานของพนักงานแต่ละคน และเพื่อให้การทำบัญชีเงินเดือนเป็นไปด้วยประสิทธิ์ภาพจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเรียงลำดับตามรหัสประจำตัวพนักงานก่อน
ส่วนข้อมูลอีกส่วนหนึ่งได้แก่ไฟล์ข้อมูลหลักที่เก็บข้อมูลของพนักงานเอาไว้ข้อมูลนี้ได้แก่รหัสพนักงาน ชื่อ ที่อยู่ และค่าแรงพนักงานแต่ละคนเงินเดือนที่ได้รับตั้งแต่ต้นปีและเงินเดือนหลังหักภาษีแล้วเป็นต้นและเช่นเดียวกันคือเรคคอร์ดในไฟล์หลักนี้จะเรียงลำดับไว้ตามรหัสประจำตัวพนักงานเพื่อสะดวงในการทำงาน
ผลลัพธ์ที่ต้องการจากโปรแกรมบัญชีเงินเดือนได้แก่การพิมพ์เช็คเงินเดือนที่จะจ่ายให้พนักงานและการปรับปรุงค่าเงินเดือนในไฟล์หลักโดยการเพิ่มค่าเงินเดือนทีได้รับในเดือนนั้นเข้าไปนอกเหนือจากนั้นได้แก่ รายงานเงินเดือนที่จ่ายไปทั้งหมอ พร้อมด้วยรายงานข้อผิดพลาดต่าง ๆ เช่นมีรหัสพนักงานปรากฏในไฟล์รายการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีตัวตนในไฟล์หลักเป็นต้น
จากการวิเคราะห์ข้อมูลระบบนี้สรุปว่าข้อมูลได้แก่ไฟล์รายการเปลี่ยนแปลงซึ่งบรรจุอยู่ในเรคคอร์ดในไฟล์ที่ว่านี้ระบุจำนวนชั่วโมงทำงานของพนักงานแต่ละคน และเพื่อให้การทำบัญชีเงินเดือนเป็นไปด้วยประสิทธิ์ภาพจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเรียงลำดับตามรหัสประจำตัวพนักงานก่อน
ส่วนข้อมูลอีกส่วนหนึ่งได้แก่ไฟล์ข้อมูลหลักที่เก็บข้อมูลของพนักงานเอาไว้ข้อมูลนี้ได้แก่รหัสพนักงาน ชื่อ ที่อยู่ และค่าแรงพนักงานแต่ละคนเงินเดือนที่ได้รับตั้งแต่ต้นปีและเงินเดือนหลังหักภาษีแล้วเป็นต้นและเช่นเดียวกันคือเรคคอร์ดในไฟล์หลักนี้จะเรียงลำดับไว้ตามรหัสประจำตัวพนักงานเพื่อสะดวงในการทำงาน
ผลลัพธ์ที่ต้องการจากโปรแกรมบัญชีเงินเดือนได้แก่การพิมพ์เช็คเงินเดือนที่จะจ่ายให้พนักงานและการปรับปรุงค่าเงินเดือนในไฟล์หลักโดยการเพิ่มค่าเงินเดือนทีได้รับในเดือนนั้นเข้าไปนอกเหนือจากนั้นได้แก่ รายงานเงินเดือนที่จ่ายไปทั้งหมอ พร้อมด้วยรายงานข้อผิดพลาดต่าง ๆ เช่นมีรหัสพนักงานปรากฏในไฟล์รายการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีตัวตนในไฟล์หลักเป็นต้น
การประมวลผลเกิดขึ้นในส่วนขอโปรแกรมบัญชีเงินเดือนได้แก่ขั้นตอนของการอ่านไฟล์รายการเปลี่ยนแปลงและค้นหาเรคคอร์ดของพนักงานในไฟล์หลักเพื่อคำนวณเงินเดือนและเปลี่ยนแปลงค่านำในไฟล์หลักขอให้สังเกตว่า
ในการเปลี่ยนแปลงระบบจะยังไม่แสดงรายละเอียดของวิธีการทำงานของโปรแกรม
นอกเหนือจากการประมวลผลแล้ว การดำเนินการที่สำคัญที่การออกแบบระบบที่ดีจะมองข้ามไปไม่ได้ได้แก่การควบคุมการเกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ส่วนของการควบคุมซึ่งก็คือการตรวจเช็คข้อมูลในรายการเปลี่ยนแปลงเช่นการตรวจการสะกดคำผิดการตรวจดูการใส่ข้อมูลว่ามีรูปแบบถูกต้องหรือไม่ และการตรวจสอบค่าตัวเลขอาจจะนำตัวเลขทั้งหมดที่คีย์เข้าไปแล้วมารวมกันเช็คดูกับค่ารวมที่หาไว้ก่อนเป็นต้น
หลังจากการออกแบบระบบได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักวิเคราะห์ระบบจะต้องเสนอการออกแบบนี้เพื่อให้เจ้าของงานรับรองว่าเป็นไปตามความต้องการจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างระบบนั้นเอง
รายละเอียดที่ต้องการในการออกแบบเฉพาะอย่างมักจะขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้เช่นในรายงานการเชื่อถือด้านการเงิน การออกแบบอาจต้องรวมถึงรายละเอียดของผู้กู้ซึ่งต้องมีที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ การอ้างอิงความเชื่อถือด้านการเงิน สินทรัพย์ละหนี้สิน เงินเดือนเป็นต้นผู้พัฒนาระบบต้องมีความรอบคอบคือไม่ใส่รายละเอียดมากหรือน้อยจนเกินไปการใส่รายละเอียดน้อยไปอาจเป็นผลให้การออกแบบล้มเหลวในตอนสุดท้าย แนวคิดการออกแบบถ้าทำอย่างหยาบ ๆ จะทำให้ผู้ใช้ไม่ประทับใจในระบบ หรือผู้ใช้อาจจะไม่อย่างจะพัฒนาการใช้ระบบเพิ่มเติมและอาจจะใช้งานไม่ได้ การใส่รายละเอียดมากเกินไป อาจทำให้ต้องเสียเวลามากและเป็นส่าเหตุให้ผู้ใช้กลัวเพระหาข้อมูลยาก หาไม่พบ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเรียกผู้ออกแบบมาทบทวนการทำงานให้
นอกเหนือจากการประมวลผลแล้ว การดำเนินการที่สำคัญที่การออกแบบระบบที่ดีจะมองข้ามไปไม่ได้ได้แก่การควบคุมการเกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ส่วนของการควบคุมซึ่งก็คือการตรวจเช็คข้อมูลในรายการเปลี่ยนแปลงเช่นการตรวจการสะกดคำผิดการตรวจดูการใส่ข้อมูลว่ามีรูปแบบถูกต้องหรือไม่ และการตรวจสอบค่าตัวเลขอาจจะนำตัวเลขทั้งหมดที่คีย์เข้าไปแล้วมารวมกันเช็คดูกับค่ารวมที่หาไว้ก่อนเป็นต้น
หลังจากการออกแบบระบบได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักวิเคราะห์ระบบจะต้องเสนอการออกแบบนี้เพื่อให้เจ้าของงานรับรองว่าเป็นไปตามความต้องการจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างระบบนั้นเอง
รายละเอียดที่ต้องการในการออกแบบเฉพาะอย่างมักจะขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้เช่นในรายงานการเชื่อถือด้านการเงิน การออกแบบอาจต้องรวมถึงรายละเอียดของผู้กู้ซึ่งต้องมีที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ การอ้างอิงความเชื่อถือด้านการเงิน สินทรัพย์ละหนี้สิน เงินเดือนเป็นต้นผู้พัฒนาระบบต้องมีความรอบคอบคือไม่ใส่รายละเอียดมากหรือน้อยจนเกินไปการใส่รายละเอียดน้อยไปอาจเป็นผลให้การออกแบบล้มเหลวในตอนสุดท้าย แนวคิดการออกแบบถ้าทำอย่างหยาบ ๆ จะทำให้ผู้ใช้ไม่ประทับใจในระบบ หรือผู้ใช้อาจจะไม่อย่างจะพัฒนาการใช้ระบบเพิ่มเติมและอาจจะใช้งานไม่ได้ การใส่รายละเอียดมากเกินไป อาจทำให้ต้องเสียเวลามากและเป็นส่าเหตุให้ผู้ใช้กลัวเพระหาข้อมูลยาก หาไม่พบ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเรียกผู้ออกแบบมาทบทวนการทำงานให้
คำศัพท์
บทที่ 9
การประมวลผล
|
Data Dictionary
|
พจนานุกรมข้อมูล
|
|
Source Code
|
รหัสโปรแกรม
|
|
Sub Program
|
โปรแกรมย่อย
|
|
Process Description
|
คำอธิบายการประมวลผล
|
|
Minispecs
|
คำอธิบายการประมวลผล
|
|
Structure Sentences
|
ประโยคโครงสร้าง
|
|
Decision Tables
|
การตัดสินใจแบบตาราง
|
|
Decision Tree
|
ผังต้นไม้
|
|
Structure Language
|
วิธีโครงสร้างภาษา
|
|
Data Flow Diagram:DFD
|
แผนภาพกระแสข้อมูล
|
|
System Flowchart
|
ผังงานระบบ
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น